กลไกลการตลาด คืออะไร และมีผลกระทบอย่างไรต่อเศรษฐกิจ

กลไกลการตลาด คือ ภาวะของราคาสินค้าในตลาด เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยขึ้นและลงตามแรงของอุปสงค์-อุปทาน ซึ่งใช้กับระบบเศรษฐกิจเสรี เป็นการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและราคาบริการต่างๆ ที่ขึ้นๆลงๆ โดยเกิดจาก อุปสงค์ ได้แก่ผู้ซื้อ,ผู้บริโภค และอุปทานได้แก่ผู้ขาย,ผู้ผลิต

ความหมายของคำว่า กลไกตลาด นั้นเป็นเรื่องมีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัย Adam Smith ยังมีชีวิตอยู่ เขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวสกอตแลนด์ ที่ได้รับการยกย่องจากผู้คนจำนวนมากวงการเศรษฐศาสตร์ให้เป็น “บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์” เนื่องจากเขาได้ทำการเปรียบเทียบกลไกตลาด ดั่งมือที่มองไม่เห็น เขาเป็นผู้นำเสนอแนวความคิดเรื่องตลาดเสรี ส่วนราคาสินค้าในตลาดเขาบอกว่ามันมีทิศทางของมัน ไม่อาจมีคนใดคนหนึ่งเข้าไปกำหนดราคาแต่เพียงผู้เดียวได้

ในเรื่องของราคาสินค้า จากการวิเคราะห์ตามกลไกตลาด มันจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ล้วนมีผลมาจากความต้องการของผู้ซื้อ หรืออุปสงค์ รวมทั้งความต้องการของผู้ขายหรืออุปทาน เป็นหลัก ทั้งนี้ผู้ซื้อจะต้องมีกำลังเงินเพื่อใช้จ่ายซื้อสินค้านั้น รวมทั้งต้องการซื้อสินค้าที่ให้ความคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

สรุปแล้ว กลไกตลาดถือกำเนิดขึ้นมาจากความคิดของคนนั่นเอง ต่อมาเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าไม่ว่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง สุดท้ายแล้วราคาสินค้าก็จะปรับตัวเข้าหาจุดสมดุล ตามกลไกที่ได้กล่าวมา เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขายก็ตาม ถ้าสามารถมองกลไกตลาดออกแล้ว ย่อมทำให้เกิดประโยชน์สามารถมองเห็นว่าการลงทุนนั้นคุ้มค่าไหม

ตลาดทำหน้าที่อะไร ทำไมถึงมีกลไกตลาด

ตลาด คือการนำคนซื้อกับคนขายมาเจอกัน ตลาดในที่นี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่สถานที่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงตลาดออนไลน์รวมทั้งแค่การที่ผู้ซื้อได้มาพบกับผู้ขายก็เท่ากับว่าได้เกิดตลาดขึ้นแล้ว เป็นเรื่องปกติในการพบกันตอนแรกทั้งตัวผู้ซื้อและผู้ขายก็คงไม่สามารถรู้ถึงความต้องการของอีกฝ่ายได้อย่างลึกซึ้ง เช่น ผู้ซื้อต้องการซื้อเสื้อในราคา 300 บาท แต่ตัวผู้ขายต้องการขายมันมากน้อยแค่ไหน แต่ตลาดช่วยบอกได้ว่า ถ้าขายเสื้อตัวนั้นในราคาสูงเกินไป คนก็จะซื้อน้อย แต่ถ้าขายถูกเกินไป ก็จะมีคนมาแย่งกันซื้อจนขายไม่ทัน

สรุปแล้ว กลไกทางตลาด เป็นตัวบอกว่า สินค้าชนิดไหนผู้คนต้องการมาก , สินค้าไหนมีผู้ขายน้อยเกินไป , สินค้าชนิดใดไม่มีความต้องการในตลาดเลย ทั้งนี้ผู้ซื้อกับผู้ขายสามารถรับรู้ได้ด้วยตัวเองว่าต้องปรับตัวอย่างไร กลไกตลาดจึงจะถูกเรียกว่ามือที่มองไม่เห็น